<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="wordpress/PlugBLOG" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>doctordum</title>
	<link>http://blog.trekkingthai.com/doctordum</link>
	<description>Just another Blog.trekkingthai.com weblog</description>
	<lastBuildDate>Sat, 20 Jan 2007 15:53:03 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>sun down</title>
		<description>คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเวลาเฝ้ามองพระอาทิตย์ตกดิน

บางวันผมโล่งใจมากที่มันจบไปอีกวัน

บางวันผมรู้สึกเป็นภาระมากที่มันจะมีคืนใหม่เริ่มขึ้นอีก

บางวันก็รู้สึกเป็นสุขมากที่มันเริ่มต้น

บางวันรู้สึกอยากให้มันหยุดนิ่งอย่างนั้นตลอดไป

หลายๆคนคงเดาสาเหตุได้

หากใครยังนึกไม่ออกจะบอกให้

มันต่างกันที่ เวลา สถานที่ บุคคลรอบข้าง  อย่างไรล่ะ

คุณดูรูปนี้แล้วคงเดาอารมณ์ผมได้นะว่ารู้สึกอย่างไร </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/doctordum/2007/01/20/camping-sun-down/</link>
			</item>
	<item>
		<title>superior</title>
		<description>ใครๆ ก้อยากมีชีวิต superior

การเป็นคนพิเศษมันดีอย่างไรนะ  ใครๆถึงอยากเป็น

ผมคิดว่าจริงๆ แล้วเราแค่ต้องการความยอมรับซึ่งเป็น basic need ของมนุษย์ 

บุคคลที่เศษก็ต้องย่อมเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากสังคม ว่าเป็นบุคคลพิเศษ

บางคนได้มาด้วยความสามารถ บางคนได้มาด้วยจังหวะและโอกาศ ไม่มีสูตรสำเร็จ

ส่วนตัวผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะมันเป็นแรงขับเคลื่อนให้มนุษย์มีการตื่นตัวตลอดเวลา ในการคิด ทำ

และหาโอกาศให้แก่ตนเอง และมีสิ่งพิเศษเกิดขึ้นตลอดเวลา หากว่าใครยังคงเดินตามรอยเท้าของผู้อื่นไปเรื่อยๆ

ไม่คิดค้นสิ่งใหม่ๆ การจะได้เป็นคนพิเศษก็ยากกกก

ฉันใดก็ฉันนั้นเมื่อได้มาแล้ว หากไม่มีการบำรุงรักษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไอ้ความพิเศษนี้ก็จะหมดไป

ดีจังเลยไอ้ความต้องการคนพิเศษนี่

คุณละเป็นคนพิเศษหรือยัง </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/doctordum/2007/01/20/hiking-superior/</link>
			</item>
	<item>
		<title>idol</title>
		<description>ใครไม่มี idol ในดวงใจบ้าง

ไม่มีก็คงแปลก ในช่วงชีวิตของเรา เราต้องการต้นแบบในการดำเนินชีวิต การที่เราจะดำเนินชีวิตให้อยู่รอดตลอดได้ เราจะต้องมีสํญชาติญาณในการเอาชีวิตรอดจากการอดตาย การหลบภัยอันตรายต่างๆ และยังต้องระวังตัวจากสิ่งที่เป็นอันตรายที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน  การเรียนรู้ความเจ็บปวดต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองหรอกนะ มันโหดร้ายจนเกินไป  คนไหนที่ประสบทุกข์แล้วได้มีโอกาศได้ถ่ายทอดให้โลกได้รับรู้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่องมากในความกล้าหาญ เอาความล้มเหลว ความเจ็บปวดของตนเองออกมาเล่าให้คนอื่นฟัง  เพราะเนื่องจากว่าเขาต้องเผชิญความเจ็บปวดถึงสองครั้ง ครั้งแรกเป็นความเจ็บปวดที่เกิดโดยตรงจากประสบการณ์ที่ประสบไป ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นครั้งที่สองเกิดจากการที่ต้องหวนรำลึกถึงความเจ็บปวดครั้งแรก แม้ว่ากาลเวลาได้ขัดล้างไปบ้างแล้ว แต่มันก็ยังคงทิ้งแผลเป็นไว้ หากไปสะกิดขึ้นมาครั้งใดก็พร้อมที่จะไปกระตุ้นความเจ็บปวดขึ้นมาได้อีก

แต่ความเจ็บปวดอันนั้นไม่ได้เลวร้ายมากหรอกนะ เพราะแม้มันกระตุ้นให้เจ็บปวดบ้าง  แต่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเมื่อเรามารำลึกใจช่วงเวลาที่อารมณ์ที่ต่างออกไป เราก็ได้มุมมองชีวิตที่ต่างออกไป แน่ะเห็นไหมว่าไม่มีอะไรที่เป็นสีขาวหรือสีดำชัดเจนหรอกนะ มันก็เป็นสีเทาๆ เทามากเทาน้อยก็อีกเรื่องนะครับ </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/doctordum/2007/01/03/idol/</link>
			</item>
	<item>
		<title>smooth</title>
		<description>คิดว่าใครๆ ก็คงอยากมีชีวิตที่ราบเรียบ ผมเคยมีประสบการณ์ในการมีชีวิตที่ราบเรียบมาแล้ว ทุกอย่างไปได้ดี  มันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ น่ากลัวเนื่องจากว่าเมื่อเกิดคลื่นแล้วเราก็จะเกิดความกลัวในการเผชิญหน้ากับมัน ทำให้ไม่มีความสุข เกิดความหดหู่ขึ้นมาแทนที่ กลายเป็น negative wave น่ากลัวมาก

ชีวิตที่มีคลื่นลมผ่านเข้ามานี่สิน่าพิศมัยกว่า เหมือนเพลงพี่บอย "หากไม่รู้จักความเจ็บปวดก็คงไม่ซึ่งถึงความสุขใจ" แต่เจอ tsumani สักลูกคงไม่ไหวเหมือนกัน

แต่หากว่าไปเที่ยวทะเลผมก็ยังชอบไม่มีคลื่นนะ เพราะผมจะได้สัมผัสกับน้ำใสๆ ธรรมชาติสวยๆ ปลาหลากสี ที่พวกมนุษย์อย่างเราไปรบกวนความราบเรียบของชีวิตพวกมัน </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/doctordum/2006/12/29/smooth/</link>
			</item>
	<item>
		<title>knot</title>
		<description>ใครเคยมานั่งทบทวนตัวเอง หรือไม่ว่าชีวิตของเรามันเดินไปได้อย่างไร  ใครที่ชอบอ่านหนังสือแนวสืบสวนสอบสวนหรือหนังสือจีนบ่อยคงเดาออกว่า มันมีปม เกิดขึ้นตลอดในแต่ละช่วงของชีวิต ปมเล็กบ้างใหญ่บ้าง หรือบางคนโชคดีก็มีพร้อมกันหลาย ๆปม การที่เราจะผ่านปมแต่ละอันไปได้นั้นต้องใช้กำลังใจกำลังกายอย่างมากทั้งจากเจ้าของปมหรืออาจต้องอาศัยคนอื่นเข้ามาช่วยแกะปม  ปมเกิดขึ้นได้ทั้งจากที่ตนเองผูกขึ้นมาเอง หรือบางทีใครก็ไม่รู้ผูกให้ อันนี้ก็ขึ้นกับกรรมเก่าของคนๆ นั้นเอง  แต่ไม่โชคดีเสมอไปหรอกว่าจะแก้ปมนี้นได้แม้จะเสียน้ำตาน้ำใจไปมากเท่าไรก็ตาม บางครั้งต้องทำใจปล่อยว่างและให้ผ่านปมนั้นไป ซึ่งเวลาจะเป็นตัวทำให้ปมอันนั้นคลายออกไปเอง เราก็ต้องตั้งตัวให้ได้ในเมื่อเดินมาเจอปมทีเราไม่สามารถแกะออกได้ รีบตั้งตัวใหม่โดยไวเพราะปมใหม่มันกำลังเข้ามา

แกะปมไม่ออกไม่ใช่เรื่องเลวร้าย อย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นและมันคงจะช่วยพิสูจน์อะไรต่อมิอะไรได้ แต่อย่าหวังว่าประสบการณ์อันนี้จะไปเป็นประสบการณ์ในการแก้ปมอันต่อไมป มันช่วยได้ไม่มากหรอกเพราะสถานการณ์มันต่างกัน 

ผ่านปมได้ไม่ได้ผลสรุปสุดท้ายอยู่ที่เราแล้วดูแลจิตใจตัวเองดีๆ เพราะมันเป็นตัวที่ช่วยปลอบประโลมที่ดีที่สุดแล้ว เพราะไม่มีใครรู้จักใจเราดีเท่าตัวเราเอง </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/doctordum/2006/12/29/camping-knot/</link>
			</item>
	<item>
		<title>sleepless</title>
		<description>คุณเคยเป็นโรคนอนไม่หลับบ้างไหม มันคงจะทรมานน่าดูเลยเนาะเพราะเวลาเราว่างประสบการณ์ต่างๆ ในอดีตก็จะ flash back มีทั้งความสุขความทุกข์ความเศร้าตามมา  แต่การนอนไม่หลับก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไปอย่าน้อยมันก็ดีกว่านอนฝันร้ายคุณว่าไหมครับ

กลางคืนเป็นเวลาที่สงบสัตว์โลกส่วนใหญ่นอนหลับพักผ่อนเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดและเตรียมพร้อมเพื่ออตั้งรับสิ่งใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลาที่จะมาถึง ความสับสนวุ่นวายทั้งหลายก็ลดน้อยลง แต่สรรพสิ่งในโลกก็ยังคงเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของมันรวมถึง sleepless society ด้วย ไม่แปลกใจเลยที่ศิลปินหรือนักคิดที่ยิ่งใหญ่หลายๆ ท่านเป็นโรคนี้ คาดเดาอาว่าเนื่องจากเวลากลางคืนสรรพสิ่งเคลื่อนไหวด้วยความสงบ มีความเงียบเกิดขึ้น ทำให้มีสมาธิมาคิดค้นสิ่งแปลกใหม่ สิ่งที่สร้างสรรค์ เห็นไหมว่าบุคคลพวกนี้เขาสร้างวิกฤตเป็นโอกาส ซึ่งบางครั้งก็เกิดโดยบังเอิญอันนี้ก็ถือเป็นบุญวาสนาของแต่ละคนก็แล้วกัน

ความน่ากลัวของการนอนไม่หลับที่สุดคือการที่เราอยู่ในสภาวะที่ได้รับการเจ็บปวดโดยเฉพาะทางจิตใจ ความเจ็บปวดทั้งหลายก็จะโหมกระหน่ำกันเข้ามา ประสบการณ์จะปรากฎแบบ slow motion เข้ามาในห้วงความคิด ความเจ็บปวดทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องเล็กก็จะประดังประเดเข้ามา มาตอกย้ำให้ความทุกข์ระทมที่มีอยู่แจ่มแจ้งชัดเจนมากขึ้น นอกจากเหตุการณ์ที่ประสบด้วยตัวเองแล้วประสบการณ์ที่ได้จากการบอกเล่าก็จะมาผสมปนเปกัน มายิ่งซ้ำให้ความช้ำเกิดมากกกกกก   ฟังแล้วช้ำจริงๆ หากเราโชคดี มีประสบการณ์ที่ดีที่มากพอในการดึงเรากลับมาสู่โลก ทำให้เราคิดเข้าใจปัญหานั้นได้ พูดง่ายๆ คือปลงตก ก็จะสามารถนำเรามาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข(แบบพอเพียง)อีกครั้ง แต่ไอ้คนที่มันไม่มีทางออกจริงๆ ไม่สามารถปลดเปลื้องตัวเองออกจากวงจรของความทุกข์ระทมได้ เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเขาก็อาจตัดสินใจจบชีวิตเพื่อตัดวงจร ซึ่งก็ไม่มีใครรู้แน่อีกว่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ดังนั้นคนที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้วกำลังเครียดมากกกกกก หาทางออกไม่ได้อย่าคิดทำร้ายตัวเองนะครับเพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามันแก้ปัญหาได้ก็อย่าเพิ่งทำนะครับ

ผมก็ยกมาพูดได้เป็นวักเป็นเวณ เนื่องจากชีวิตที่ผ่านมาของผมมีช่วงเวลาที่นอนไม่หลับน้อยมากมีแต่นอนไม่พอ แต่ผมก็ไม่ปรารถนาที่จะอยู่ sleepless society หรอกนะครับแม้ว่าผมจะชอบเพลงของเขามากก็ตามนะครับ

นอนหลับฝันดีนะครับ </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/doctordum/2006/10/03/trekking-sleepless-2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>sleepless</title>
		<description>คุณเคยเป็นโรคนอนไม่หลับบ้างไหม มันคงจะทรมานน่าดูเลยเนาะเพราะเวลาเราว่างประสบการณ์ต่างๆ ในอดีตก็จะ flash back มีทั้งความสุขความทุกข์ความเศร้าตามมา  แต่การนอนไม่หลับก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไปอย่าน้อยมันก็ดีกว่านอนฝันร้ายคุณว่าไหมครับ

กลางคืนเป็นเวลาที่สงบสัตว์โลกส่วนใหญ่นอนหลับพักผ่อนเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดและเตรียมพร้อมเพื่ออตั้งรับสิ่งใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลาที่จะมาถึง ความสับสนวุ่นวายทั้งหลายก็ลดน้อยลง แต่สรรพสิ่งในโลกก็ยังคงเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของมันรวมถึง sleepless society ด้วย ไม่แปลกใจเลยที่ศิลปินหรือนักคิดที่ยิ่งใหญ่หลายๆ ท่านเป็นโรคนี้ คาดเดาอาว่าเนื่องจากเวลากลางคืนสรรพสิ่งเคลื่อนไหวด้วยความสงบ มีความเงียบเกิดขึ้น ทำให้มีสมาธิมาคิดค้นสิ่งแปลกใหม่ สิ่งที่สร้างสรรค์ เห็นไหมว่าบุคคลพวกนี้เขาสร้างวิกฤตเป็นโอกาส ซึ่งบางครั้งก็เกิดโดยบังเอิญอันนี้ก็ถือเป็นบุญวาสนาของแต่ละคนก็แล้วกัน

ความน่ากลัวของการนอนไม่หลับที่สุดคือการที่เราอยู่ในสภาวะที่ได้รับการเจ็บปวดโดยเฉพาะทางจิตใจ ความเจ็บปวดทั้งหลายก็จะโหมกระหน่ำกันเข้ามา ประสบการณ์จะปรากฎแบบ slow motion เข้ามาในห้วงความคิด ความเจ็บปวดทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่เรื่องเล็กก็จะประดังประเดเข้ามา มาตอกย้ำให้ความทุกข์ระทมที่มีอยู่แจ่มแจ้งชัดเจนมากขึ้น นอกจากเหตุการณ์ที่ประสบด้วยตัวเองแล้วประสบการณ์ที่ได้จากการบอกเล่าก็จะมาผสมปนเปกัน มายิ่งซ้ำให้ความช้ำเกิดมากกกกกก   ฟังแล้วช้ำจริงๆ หากเราโชคดี มีประสบการณ์ที่ดีที่มากพอในการดึงเรากลับมาสู่โลก ทำให้เราคิดเข้าใจปัญหานั้นได้ พูดง่ายๆ คือปลงตก ก็จะสามารถนำเรามาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข(แบบพอเพียง)อีกครั้ง แต่ไอ้คนที่มันไม่มีทางออกจริงๆ ไม่สามารถปลดเปลื้องตัวเองออกจากวงจรของความทุกข์ระทมได้ เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเขาก็อาจตัดสินใจจบชีวิตเพื่อตัดวงจร ซึ่งก็ไม่มีใครรู้แน่อีกว่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ดังนั้นคนที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้วกำลังเครียดมากกกกกก หาทางออกไม่ได้อย่าคิดทำร้ายตัวเองนะครับเพราะไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามันแก้ปัญหาได้ก็อย่าเพิ่งทำนะครับ

ผมก็ยกมาพูดได้เป็นวักเป็นเวณ เนื่องจากชีวิตที่ผ่านมาของผมมีช่วงเวลาที่นอนไม่หลับน้อยมากมีแต่นอนไม่พอ แต่ผมก็ไม่ปรารถนาที่จะอยู่ sleepless society หรอกนะครับแม้ว่าผมจะชอบเพลงของเขามากก็ตามนะครับ

นอนหลับฝันดีนะครับ </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/doctordum/2006/10/03/trekking-sleepless/</link>
			</item>
	<item>
		<title>miss understand</title>
		<description>ใครมั่นใจได้ว่าตัวเองเป็นคนที่สามารถเข้าใจอะไรได้ถ่องแท้ทุกอย่าง ถ้าหากมีจริงๆ เป็นไปได้ทางเดียวที่จะเป็นจริงได้คือคนนี้โกหก ชีวิตมันมีแง่มุมมากมายเหลือเกิน แม้ว่าเราจะพยายามใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็จะต้องมีเรื่องที่เรามั่นใจว่ารู้จริง แต่ก็ต้องมีบางเรื่องที่เกิดขึ้นนอกเหนือความคาดหมาย การที่ชีวิตของเราต้องดำเนินต่อไป ทำให้เราต้องก้าวไปในทางสีเทาอันนั้น ในบางครั้งเราก็ต้องคิดเอง คิดถูกบ้างผิดบ้างขึ้นกับประสบการณ์และภูมิหลังของแต่ละคน ไอ้รู้จริงกับไอ้ไม่รู้เลยอันนี้ไม่เป็นปัญหาสามารถพัฒนาได้ แต่ไอ้ที่รู้ครึ่งๆ กลางๆ นี่สิ.....  บางทีก็คิดไปเองจนเละเทะและอันนี้ก็เป็นอันที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิดขึ้น บางเรื่องการที่เราเข้าใจผิดเราก็ไม่รู้หรอกนะ

จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนที่อ้างว่าตนเองเข้าใจในเรื่องที่เราเข้าใจอยู่มาบอกเราว่ามันไม่ใช่ คิดว่าใครๆ ที่ได้ยินแบบนี้คงต้องอึ้งไปสักระยะหนึ่งแน่นอน เมื่อตั้งตัวได้แล้วประสบการณ์ในอดีตที่เคยมี รวมกับประสบการณ์ที่ได้มาจากท่านที่อ้างว่าเป็นผู้รู้ก็จะมาผสมกัน คนที่มีต้นทุนเดิมอยู่น้อยก็ต้องเชื่อเขาไว้ก่อนเนื่องจากว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมไม่ชอบทำอะไรที่ทำคนเดียวเนื่องจากว่าเกรงจะถูกตำหนิจากสังคมว่าไม่เป็นไปตามรูปแบบที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่มีอะไรมายืนยันร้อยเปอร์เซนต์ ว่าผู้ที่อ้างว่าตนเองรู้นั้นอาจจะเข้าใจผิดโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว มาโน้มน้าวให้เราเข้าใจผิดตามเขาเนื่องจากเขากลัวการโดดเดี่ยวเช่นกัน 

ส่วนไอ้คนที่มีภูมิหลังแน่นๆ อิทธิพลจากภายนอกจะมามีผลน้อย แต่ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอนมากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่น่ากลัวคือพวกที่ยึดมั่นถื่อมั่นมากในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ไม่กล้าเปิดใจรับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นอันนี้ก็อาจมีผลกระทบในอนาคต

ผมคิดว่าคนที่กล้ายอมรับว่าตนเองเข้าใจผิดอยู่เป็นคนที่น่านับถือเนื่องจากว่าคนนั้นจะสามารถพัฒนาตนเองได้ให้กลายเป็นบุคคลที่เข้าใจถูกต้อง ในการเปลี่ยนความคิดนี้จะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้พินิจพิเคราะห์นำเหตุผลต่างมาคิดประกอบการตัดสินใจ การที่มนุษย์ฝึกคิดจะทำให้สมองเรามีการพัฒนา ทำให้เราสามารถนำเรื่องราวต่างๆ มาคิดวิเคราะห์ทำให้ชีวิตได้คนพบการเข้าใจถูกมากขึ้นไปอีก นับว่ามีประโยชน์ต่อตนเองและมวลมนุษยชาติมากในการนำความเข้าใจถูกต้องที่ตัวเองมีมาอธิบายในแนวคิดว่าตัวเองเข้าใจให้ผู้อื่นเข้าใจ และเมื่อผู้ฟังนำความคิดของตนเองไปคิดต่อและยังค้นพบสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เมื่อมีเหตุผลสมควรคนต้องคิดก็จะเข้าใจและยอมรับได้ว่าตนเองคิดผิด

เป็นหัวข้อที่ซับซ้อนมากนะครับ อ่านแล้วคงจะงง เพราะเขียนเองก็งงเองเหมือนกัน แต่ต้องฝึกคิดตามนะครับจะได้เป็นผู้ที่เข้าใจถูกอีกคนหนึ่งนะครับ </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/doctordum/2006/09/28/trekking-miss-understand/</link>
			</item>
	<item>
		<title>stone</title>
		<description>เมื่อวานผมได้ดูรายการโทรทัศน์ทางทีวีช่องหนึ่ง เป็นรายการเกี่ยวกับการนำเสนอชีวิตที่ทุกข์ยากต้องการความช่วยเหลื่อจากสังคม ในรายการมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็น guest เด็กผู้หญิงได้เล่าถึงแนวคิดในการสู้ชีวิต เด็กคนนั้นบอกว่าอุปสรรคทั้งหลายเปรียบเสมือนก้อนหิน เมือเดินสะดุดก็จะต้องทรงตัวขี้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถเดินต่อไปได้ หากเรามัวแต่ท้อว่าว่าเดินสะดุดก้อนหิน มัวแต่จะเจ็บปวด แล้วชีวิตมันจะก้าวต่อไปได้อย่างไร

เห็นไหมว่าความคิดของเด็กคนนั้นลึกซึ้งแค่ไหน ผมประทับใจแนวคิดของเด็กคนนี้มาก คิดได้อย่างไรตัวเท่านั้น การเดินต่อไปก็ต้องไปสะดุดก้อนหินอยู่เรื่อย เราก็ต้องรีบทรงตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะทรงตัวขึ้นมากับการสะดุดก้อนหินก้อนใหม่ที่เราไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไรเราก็ต้องลุกมาให้ได้  อย่างให้ก้อนหินก้อนเล็กๆ มาขัดขวางเราได้

ผมได้แต่หวังว่าชีวิตของเด็กคนนั้นคงจะประสบความสำเร็จและความสมหวังสักวันหนึ่ง </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/doctordum/2006/09/22/stone-2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>intersection</title>
		<description>
	ผมชอบเดินทางเนื่องจากการเดินทางจะทำให้เราได้พบกับสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลาเป็นการทดสอบตนเองในการเผชิญกับความกลัว เป็นฝึกจิตอย่างหนึ่ง คิดว่าหลายๆ ชอบเดินทางเหมือนกัน ไปเป็นกลุ่มก็สนุกดี แต่หากไปกับกลุ่มที่ไม่ถูกคอกันอันนี้เซ็งเป็นบ้าเลย หลายครั้งผมเลือกเดินทางคนเดียวเนื่องจากมันง่ายในการตัดสินใจ เมื่อถึงทางแยก ผมค่อนข้างจะหมกมุ่นกับทางแยกมากไปหน่อยนะ เพราะผมคิดว่าทุกวินาทีจะต้องเจอทางแยกไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วๆ เช่นเช้านี้จะเลือกกินอะไรดีกาแฟ หรือน้ำส้ม เมื่อเราตัดสินใจแล้วผลลัพธ์ที่ออกมาแน่นอนว่าจะต้องออกมาต่างกัน การเดินทางเลือกเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาก็ให้ผลที่ต่างกัน และส่งผลถึงอนาคต
	ใครจะเลือกทางไหนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง บางคนไม่มีเหตุผล อุ๊........ต้องใช้คำเก๋ๆ ว่าหัวใจสั่งมา หรือบางคนมีเป้าหมายทีชัดเจนอยู่แล้ว อันนี้ก็ดำเนินกันต่อไป  ปลายทางที่รออยู่อาจเป็นจุดที่ได้วางเอาไว้ หรือไม่ใช่ก็ได้ ดังนั้นต้องพร้อมเสมอในการรับผลที่เกิดขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่ผมใช้เตือนใจตัวเองอยู่เสมอ
	หากเรากังวลมากกับการเลือกทางเดิน การปรึกษาผู้ที่เคยมีประสบการณ์ก็สามารถช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็นั่นแหละครับชีวิตแต่ละชีวิตมีรายละเอียดไม่เหมือนกันการเดินทางใครคนใดคนหนึ่งที่เคยประสบความสำเร็จก็ใช่ว่าเราจะสำเร็จตามเขาไปด้วย อย่ายึดมั่นถือมั่นเป็นสรณะ  การพิจารณาตรึกตรองเอาแนวคิดของคนอื่นมาใช้ เราจะต้องประเมินตนเองก่อนเป็นอันดับแรกแล้วค่อยเอาของคนอื่นเข้ามา แต่ได้การประเมินตนเองนี่แหละที่ยากที่สุดเนื่องจากเรามี ego เป็นคำที่น่ากลัวมากเพราะว่าเรามักคิดว่าตนเองพร้อม หรือมักคิดว่าไม่มีอะไรเลย น้อยคนมากที่สามารถมองเห็นตนเองในความจริงได้ หากใครค้นพบได้นั่และสุดยอดแล้ว และคิดว่าเขาคงมีชีวิตที่เป็นสุข จะเลือเดินซ้ายหรือขวาก็เป็นสุขได้
 </description>
		<link>http://blog.trekkingthai.com/doctordum/2006/09/16/camping-intersection/</link>
			</item>
</channel>
</rss>
