
ภาพจากผู้จัดการออนไลน์
จากคืนวันที่ 19 กันยายน ถึงคืนวันที่ 8 ตุลาคม 2549 เป็นเวลากว่า 2 อาทิตย์แล้วที่ประเทศไทยของเราอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านอำนาจการปกครอง จากระบอบทักษิณสู่คณะปฏิรูปฯ ที่มีพล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ จนมาสิ้นสุดที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2549 ที่ผ่านมา
นับจากนี้ไปคณะทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครม. รมว. รมต. ปปช. สตง. คตส. กกต. และอีกหลายคณะ หลายตัวย่อ คงต้องทำงานกันอย่างหนัก เพื่อตรวจสอบ สะสาง ปัดกวาด เช็ดถู แม้กระทั่งเช็คบิลสิ่งที่ผู้มีอำนาจชุดก่อนได้ทำไว้
คงเป็นที่ทราบกันดีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับบ้านเมืองของเราในระยะ 5 ปีกกว่าที่ผ่านมา เสียงโจษจันกล่าวขวัญถึง (คงไม่ต้องบอกว่าด้านไหน) เอ็ดอึงเซ็งแซ่ไปทั้งประเทศ พี่น้องร่วมชาติแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เลือกข้างกันอย่างชัดเจน (แม้จะมีบางกลุ่มออกมาบอกว่าไม่เข้าข้างไหนก็ตาม) อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
บ้านเมืองเริ่มระส่ำระส่ายจากบรรดานักการเมืองที่หวังแต่กอบโกยผลประโยชน์ส่วนรวมไปเป็นประโยชน์ส่วนตน การคดโกงชาติที่แยบยลที่อยู่ในรูปของ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือแม้กระทั่ง “การคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ” และอีกหลายๆ รูปแบบการทุจริตที่ปราศจากการตรวจสอบ เพราะคณะผู้ตรวจสอบ (ที่คัดเลือกมาโดยวิธีอะไรก็แล้วแต่) เป็นคนของเขาหมด เป็นการทุจริตทั้งระบบอย่างแท้จริง
เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่จะมาแก้ปัญหาชาติให้พ้นภัยเหล่านี้ได้คือสิ่งใดเล่า เพราะที่แน่ๆ การเลือกตั้งคงไม่ใช่คำตอบ เพราะการเลือกตั้งเป็นเพียงแค่ “เครื่องมือ” ของนักการเมืองเท่านั้น ความหมายของประชาธิปไตยของคนพวกนี้ก็คือว่า “พวกมากลากไป” ถ้าคุมมวลชนได้อำนาจก็อยู่ในมือ จึงเป็นที่มาของนโยบายประชานิยมที่มาในรูปของโครงการต่างๆ มากมายที่ออกมาเรียกคะแนนเสียง แม้กระทั่งช่วงการเลือกตั้งเพื่อป้องกันการผิดพลาดของคะแนนเสียง เม็ดเงินที่มาในรูปของ “ฝนตกห่าใหญ่” จึงเป็นคำตอบสุดท้าย
ที่ผ่านมาบรรดานักวิชาการ เหล่าครูอาจารย์ และกลุ่มองค์กรต่างๆ หรือแม้แต่สื่อมวลชนที่หวังดีต่อประเทศชาติต่างออกมาท้วงติง วิพากย์วิจารย์ถึงผลที่จะตามมาของนโยบายเหล่านั้น แต่สุดท้ายผู้ที่หวังดีเหล่านี้ก็เป็นได้เพียง “ขาประจำ”
จนถึงขีดสุดที่ประชาชนจะรับได้ การรวมพลังขับไล่ตัวหัวหน้าที่เป็นตัวการของปัญหาทั้งหมดจึงเกิดขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่การยุบสภาหนีปัญหา หวังพึ่งการเลือกตั้งที่คิดว่าตัวเองได้เปรียบมาแก้ปัญหา
แต่สุดท้ายก็ต้องเจอกับช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” เล่นงาน แม้แต่พรรคการเมืองคู่แข่งก็ไม่เล่นด้วย เจอเข้าไปทั้ง No Vote ทั้ง Boycott จนต้องเล่นมุขพูดเองเออเอง ยุบสภาเองก็ตั้งรัฐบาลใหม่เองซะเลย จนบ้านเมืองก็หนีไม่พ้นพวกนี้ซะที ทำท่าจะเป็นวังวนอยู่อย่างนี้ต่อไป
…แต่แล้วก็มีพระเอกขี่ม้าขาวมาแก้วิกฤตชาติ เข้าใจว่าที่ผ่านมาพวกเขาเหล่านี้คงอดทนอดกลั้นพอสมควร แต่เมื่อความอดทนถึงขีดสุด ปล่อยไว้ประเทศชาติจะวิกฤติไปกว่านี้ พี่น้องร่วมชาติอาจต้องฟาดฟันกันเองเพราะคิดเห็นต่างกัน
แล้วพวกเขาก็ออกมา ออกมาทันเวลา เวลาที่ยังไม่สายเกินไปกว่านี้
ขอสดุดีทหารหาญของพระเจ้าอยู่หัวทุกๆ คน



