ต่อจากตอนที่ 1 หลังจากไปเยี่ยมเยียนเทพีเสรีภาพกันมาแล้ว ซึ่งก้อคงกินเวลาไปเกือบครึ่งวัน คงจะเริ่มหิวกันแล้ว คราวนี้เราจะพาไปหาของอร่อยๆทานกันบ้างเพราะถือคติว่า “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” เริ่มกันที่เมื่อเรากลับมาที่ท่าเรือ ferry เราก้อขึ้น subway จาก Bowling green station นั้นแหละมาลงที่ Canal station ถ้าดูในmapจะต้องขึ้นสาย 4 หรือ 5 แล้วมาต่อ สาย 6 ทีฺ่Brooklyn bridge-City hall มาลงที่ Canal station ซึ่งจริงๆแล้วไม่ไกลเลย นั่งประมาณ 5 นาทีเท่านั้น อ้อ! สำหรับคนที่ไม่ค่อยชินกับmap และ subway นั้นมีหลักง่ายๆในการขึ้น คือถ้าเราดูmapแล้วจุดหมายปลายทางอยู่ทางด้านบนของmap หรือทางเหนือ เราจะลงอุโมงค์ที่เขียนว่า UPTOWN และในทางตรงกันข้าม ถ้าจะลงใต้หรือด้านล่างของmap เราก้อหาทางลงอุโมงค์ที่เขียนว่า DOWNTOWN เห็นมั้ยล่ะ ง่ายนิดเดียว
เมื่อเอาตัวเองมาถึง Canal station ซึ่งจะขึ้นมาโผล่ตรงสี่แยกพอดี ตรงนี้ล่ะ China town และตรงสี่แยกนี้ล่ะ จะมีมุมถนนหนึ่งที่มีร้านอาหารจีนอยู่ และเป็นจุดหมายของเราในมื้อนี้ โดยปรกติร้านนี้จะมีโจ๊กขายในตอนเช้า มีหลายแบบทั้ง หมู, ไข่เยี่ยวม้า, seafood, ตับหมู อร่อยมาก ชามใหญ่ ราคาไม่แพง หรือจะเป็นบะหมี่ เกี๊ยว ก้อได้ คุณเอ๋ย อากาศหนาวๆ ได้โจ๊กร้อนๆซักชาม สุดยอด!!! แต่ถ้าเป็นตอนเที่ยง ไม่มีโจ๊ก ก้อจะเป็นอาหารตามสั่ง อร่อยใช้ได้ โดยเฉพาะ คะน้าน้ำมันหอย อันนี้กินประจำ
เมื่ออิ่มหนำสำราญใจกันแล้ว คราวนี้ก็ลุยต่อ จุดต่อไปที่จะตามไปดู คือ Wall street ถนนสายเศรษฐกิจของโลก ที่ใครๆก็รู้จักโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในแวดวง financial จาก Canal station เราก้อนั่งสาย 6แล้วต่อ4,5 มาทาง downtown ลงที่ Wall street station มองหากระบือ อุ๊ย ไม่ใช่ กระทิงต่างหากล่ะ นั้นล่ะสัญลักษณ์ของ Wall street เค้าล่ะ สำหรับที่นี่ ผมพบว่ามีสำนักงานของธนาคารกรุงเทพด้วย อยู่ใกล้ๆกับกระทิงเลย น่าภูมิใจมั่กๆ
หลังจากเดินเล่นบริเวณ Wall street แล้ว ก้อเดินเลยมาอีกหน่อย ไม่ไกลครับ จะเป็น ที่ตั้งของอดีตอันยิ่งใหญ่ของ World Trade Center หรือ Twin Tower ที่ตอนนี้ ถูกเรียกว่า Ground Zero ไปแล้ว ตอนที่ผมไปมาเมื่อปีที่แล้ว(2007) ถ้าจำไม่ผิด เค้ากำลังก่อสร้าง อาคารใหม่อยู่ไม่แน่ใจว่าจะให้สูงที่สุดหรือปล่้าว ถัดไปใกล้ๆ จะมีโบสถ์อยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งจะมีความอัศจรรย์ตามความเชื่อของฝรั่งเค้า คือโบสถ์แห่งนี้ไม่ได้รับความเสียหายเลยจากการถล่มของตึกยักษ์ ดีนะที่ฝรั่งเค้าไม่ไปขอเลขเด็ดกัน

ถึงตอนนี้หลายคนอาจเริ่มเหนื่อยแล้ว เริ่มงอแง ผมว่าเราน่าจะไปนั่งพักหรือเดินเล่นดูหนังสือกันบ้าง ที่ที่เราจะไปกันคือ NY Public Library ลองหาวิธีดูแผนที่แล้วนั่ง subway ไปกันเองนะครับ แต่บอกไว้คร่าวๆคือ ตั้งอยู่บน 5 Ave. ตัดกับ 42th str. ลองดูครับไม่ยากๆ ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง The day after tomorrow คงจะจำฉากที่ลูกชายพระเอกต้องไปแข่งขันตอบปัญหา แล้วติดอยู่ในหอสมุดตอนที่มีคลื่นยักษ์ถล่มนิวยอร์ก นั่นล่ะครับ NY Public Library ใหญ่โตโอ่โถง มีหนังสือมากมาย ตัวอาคารก็สวยงาม แล้วแถมยังตั้งอยู่บน ถนนชื่อดังก้องโลก 5 Avenue แหล่ง Shopping สินค้า Brand name มากมาย

หากจะมีใครนึกถึงมหานครใหญ่ ที่มีอยู่ในโลกนี้ มั่นใจได้เลยว่า New york คือหนึ่งในคำตอบของหลายๆคน เพราะด้วยเหตุผลหลายๆประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านเศรษฐกิจด้วยแล้ว ใครๆก็คงจะรู้จัก Wall street ถนนสายเศรษฐกิจสำคัญของโลก นี่ยังไม่รวมภาพอันชินตาในหนังhalliwoodหลายๆเ่รื่อง ทั้งเทพีเสรีภาพ NYPD ตำรวจแห่งนิวยอร์ก Central park สวนสาธารณะใจกลางเมืองที่สุดแสนจะใหญ่โตและสวยงาม twin tower ที่กลายเป็นอดีตไปแล้วหลังจากเหตุกาารณ์ 9-11
สำหรับตัวผมเองได้มีโอกาสมาเยือนมหานครแห่งนี้ก็หลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งก็ยังคงชื่นชอบบรรยากาศและมนต์เสน่ห์ของมหานครแห่งนี้ ภาพความทรงจำครั้งแรกที่มา คือความหนาวเย็นเนื่องจากอุณหภูมิที่ติดลบของต้นเดือนมกราคม ในครั้งแรกที่ผมมาโดยThai airways ซึ่งเป็นสายการบินที่บิน direct จาก BKK ถึง New york โดยเส้นทางบินต้องบินผ่าน North polar หรือขั้วโลกเหนือ เพียงแค่คิดก็น่าตื่นเต้นแล้ว 17ชั่วโมงจากซีกโลกหนึ่งมายังอีกซีกโลกหนึ่ง แล้วแถมยังได้ผ่านขั้วโลก ซึ่งเป็นจุดที่มีลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ Extremeสุดๆ โดยเมื่อเราบินเข้ามาบริเวณที่เป็น Polar area จะมีปรากฏการณ์ที่เข็มทิศ จะหมุนไปมาโดยไม่สามารถชี้ไปยังทิศเหนือได้ อันเนื่องมาจากสนามแม่เหล็กโลก เพราะฉะนั้นเครื่องบินที่จะบินผ่านบริเวณนี้จึงต้องเป็นเครื่องบินที่ทันสมัย และมีระบบนำร่องที่ hitech โดย Thai airwaysได้ใช้เครื่องบินแบบ Airbus A340-500 ชึ่งเป็นเครื่องบินพิสัยไกลมากหรือ Ultra long range แต่ในตอนที่ผมไปครั้งแรกนั้นเป็นหน้าหนาว จึงทำให้ไม่เห็นสภาพภูมิประเทศที่บริเวณขั้วโลกเหนือ อันเนื่องมาจากเป็นหน้าหนาวทำให้บริเวณขั้วโลกเหนือไม่มีกลางวัน แต่ถ้าเราเดินทางในหน้าร้อนแล้วละก้อบริเวณนี้ก็จะไม่มีกลางคืน


หลังจากเดินทางมา 17 ชั่วโมงกว่าๆ เราก็จะได้มาเหยียบ New york เสียที สนามบินที่ Thai airways ลงจอดคือ John F. Kennedy airport ซึ่งเป็นสนามบินที่ใหญ่และค่อนข้างจะมีการจราจรทางอากาศที่หนาแน่น หลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง และพิธีการศุลกากรแล้ว เราก็เริ่มเดินทางเข้าสู่เกาะแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของธุรกิจและแหล่ง shopping ที่โปรดปรานของสาวๆ โดยสนามบิน JFK จะอยู่ระหว่าง Brooklyn กับ Queens เราต้องข้ามมาเกาะ Manhattan ซึ่งจะมีทั้งสะพานและอุโมงค์ โดยสะพานที่ดังๆและเคยเห็นในหนังหลายๆเรื่อง คือ BMW งงล่ะซิ… จริงๆ คือ Brooklyn bridge, Manhattan bridge และ Williamsburg bridge

เมื่อเข้ามาสู่เกาะแมนฮัตตัน เราควรจะมีแผนที่สักหนึ่งฉบับจะเป็นการดีมาก เนื่องจากเกาะแมนฮัตตันจะถูกออกแบบไว้เป็นblock อย่างมีระเบียบ สิ่งแรกที่เราควรไปเยี่ยมเยือน และถือว่า It’s must. พลาดไม่ได้ คือ เทพีเสรีภาพ หรือ Statue of Liberty ซึ่งตั้งอยู่บน Liberty Island โดยเราสามารถใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือเรียกว่า Subway มาลงที่ Bowling Green Station ซึ่งอยู่ใต้สุดของ Manhattan แล้วลงเรือ Ferry มาที่เทพีได้ โดยอาจจะซื้อทัวร์ที่ท่าเรือก็ได้ จะได้ขึ้นไปบนเกาะเพื่อถ่ายรูปคู่กับเทพีเสรีภาพ ค่าทัวร์ก็ประมาณ 10 กว่าเหรียญ นิดๆ

ถ้าซื้อทัวร์ หลังจากชมเทพีเสร็จ ทางทัวร์จะพามาเกาะ Ellis Island ซึ่งเป็นเกาะที่เมื่อสมัยก่อนช่วงที่คนอพยพมาอเมริกาช่วงแรกเมื่อ 200 กว่าปีก่อน ทุกคนต้องมาทำ immigration ที่นี่ ในปัจจุบันเกาะนี้ได้กลายสภาพมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงเรื่องราวของการอพยพ ซึ่งผมแปลกใจมาก ที่พบว่ามีคนญี่ปุ่นก้ออพยพไปกับเค้าด้วย เลยสงสัยว่าเค้าเดินทางจากญี่ปุ่นไปนิวยอร์กยังงัย สงสัยต้องลงไปอ้อมทางช่องแคบปานามาหรือปล่าว? ไกลน่าดูเลย